อาวุธชั้นดี อาคมชั้นเลิศประจำพระองค์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ๑ ในยอดศาสตราวุธแห่งแผ่นดิน จากบันทึกของกรมหลวงชุมพรฯ

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ อาวุธชั้นดี อาคมชั้นเลิศประจำพระองค์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ๑ ในยอดศาสตราวุธแห่งแผ่นดิน จากบันทึกของกรมหลวงชุมพรฯ มาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

“อย่ากลัวมัน อย่ากลัวตาย ตั้งใจอาสาพระรัตนตรัยแลพระมหากษัตริย์เดชะผลกตัญญูนั้นจะช่วยอภิบาลรักษาก็จะหาอันตรายมิได้” พระราชดํารัสในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเมื่อครั้งถูกข้าศึกบุกกระนาบเข้าตั้งค่ายประชิดถึง ๔ ทิศ เพื่อปลุกขวัญว่าศัตรูแม้นจะมียุทธกําลังมหาศาล แต่ก็มิได้ยิ่งใหญ่เกินกว่าความห้าวหาญของทะแกล้วกล้าทหารไทยที่มีหัวใจเป็นอาวุธ

วิชาโลหศาสตร์โบราณของไทยแม้ว่าจะมีบางส่วนที่ไม่สอดคล้องกับหลักวิชาการสมัยใหม่ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นภูมิปัญญาแห่งปราชญ์ที่สั่งสมโดยผ่านการคิดค้นและทดลอง ส่วนผสม ชนิดของแร่ และองศาความร้อน จนได้เนื้อโลหะที่แกร่งมีคุณสมบัติเหมาะกับการใช้ขึ้นรูปเป็นของมีคมชั้นดี คุณวิเศษของโลหะชนิดต่างๆก็เป็นไปตามมูลเหตุแห่งลัทธิความเชื่อเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้พกพา

การที่จะได้เป็นชายชาตรีนั้นโบราณจารย์ระบุว่าต้องมี “อาวุธชั้นดี อาคมชั้นเลิศ” ฉะนั้นการเดินทางเพื่อแสวงหาผู้ประสาทวิชาจึงถือเป็นเรื่องใหญ่เพราะต้องเป็นผู้สามารถบ่มเพาะต้นกล้าแห่งคุณธรรมแล้วเมื่อเจนจบสรรพวิทยา ผู้ทรงคุณวิเศษก็มักลงอักขระไว้บนเครื่องศาสตราไว้เพื่อคอยเตือนสติของมีคมสําหรับประหัตประหารทั้งหลาย จึงกลับกลายเป็นอาวุธที่ใช้สําหรับป้องกัน ดังพระนิพนธ์ “ดาบของชาติ” ในพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ที่ว่า ดาบนี้มีไว้ “ให้มิตร ให้เมีย ให้ลูกแล้ชาติไทย” เรียกได้ว่า “กว่าจะได้โลหะครบถ้วนมาหลอมหล่อเข่นคมให้สมใจก็ละลายตนเป็นคนไปโดยสมบูรณ์”

สําหรับความเชื่อดั้งเดิมในเรื่อง”ลวดลายต่างๆบนศาสตรา”จากการศึกษาได้พบว่า มีการจารลวดลายต่างๆบนอาวุธ เพื่อแสดงให้เห็นถึงการสถิตของจิตวิญญาณอยู่ในศาสตราเช่นรูปสัตว์ต่างๆซึ่งเป็นความเชื่อที่มีความเก่าแก่มากที่สุด สืบเนื่องกันมานานนับพันปี บางท้องถิ่นเชื่อในเทพเจ้าดังมีสัญลักษณ์ของเทพในอาวุธ เช่น ท้าวเวสสุวัณ ฤๅษี นาคาแลราหู ซึ่งพบได้เด่นชัดในวัฒนธรรมการสร้าง”กริช”

“กริช” จัดเป็นอาวุธประเภทมีดสั้นในสารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ได้อธิบายเรื่อง”กริช” ไว้ว่าเป็นสิ่งแสดงความเป็นชายชาตรีและฐานะทางสังคมของผู้ครอบครอง ชื่อเรียกส่วนประกอบต่างๆของตัวกริชล้วนเสริมให้เห็นถึงความมีชีวิตอยู่เช่น คอ คาง เครา ตา หู กระดูก ฯลฯ รูปทรงของกริชได้พัฒนาไปตามกลุ่มวัฒนธรรมจนมีเอกลักษณ์เฉพาะ คือเป็นพระขรรค์บ้าง เป็นตรีศูทรก็มี ซึ่งล้วนมีต้นแบบมาจากวัชระ(สายฟ้า)นามของราชวงศ์ “จักรี” ก็เคยมีผู้กล่าวไว้ว่ามาจาก”จักร”และ”กริช”ตามคัมภีร์มูลศาสนาของพราหมณ์ ในขณะที่ความเชื่อดั้งเดิมในพระพุทธศาสนาฝ่ายตันตระ (วัชรยาน)ก็มีสัญลักษณ์เป็นสายฟ้า อันเป็นอาวุธประจําองค์ของพระอินทร์เทพผู้พิทักษ์พระพุทธศาสนา ซึ่งนับเป็นสัญลักษณ์ที่มีปรากฏมากที่สุดในเครื่องศาสตราวุธของไทย

“กริช” ที่พบว่ามีความสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยคือพระแสงกริชประจำพระองค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่ทรงใช้คราทำลายกําแพงเมืองจันทบูร(จันทบุรี) ในราตรีที่ทรงสั่งไพร่พลให้ทุบหม้อข้าว ดังความในพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับพันจันทนุมาศว่า “เสด็จทรงช้างพระที่นั่งพังคิรีกุญชรฉัททันต์ เข้าทะลายประตูใหญ่ เหล่าทหารซึ่งรักษาประตูและป้อมเชิงเทินนั้นก็ยิงปืนใหญ่น้อยดุจห่าฝน แลจะได้ถูกต้องโยธาผู้ใดผู้หนึ่งหามิได้ กระสุนปืนลอดท้องช้างพระที่นั่งไป ควาญช้างจึงเกี่ยวไว้ให้ช้างพังคิรีกุญชรถอยออกมา พระเจ้าอยู่หัวทรงพระโกรธเงื้อพระแสงจะลงพระราชอาชญา นายควาญช้างขอพระราชทานโทษได้ จึงทรงพระแสงกฤช (กริช) แทงพังคิรีกุญชรขับเข้าทะลายประตูพังลง”

สมเด็จพระเจ้าตากสินฯได้ทรงใช้เมืองจันทบุรีเป็นฐานที่มั่นแล้วทรงรวบรวมสรรพกําลังไพร่พลจัดหาศาสตราวุธ ยุทธภัณฑ์แล้วต่อเรือรบที่เมืองจันทบุรีเพื่อกลับเข้ากรุงศรีอยุธยากอบกู้อิสรภาพให้ไทยทั้งชาติได้สําเร็จในกาลต่อมา กองทัพเรือยึดถือว่าทรงเป็น”องค์ปฐมบทของกองทัพเรือ”คู่เคียงกับกรมหลวงชุมพรฯ ที่ทรงเป็น “องค์บิดาของทหารเรือ” พระแสงกริชประจําพระองค์สมเด็จพระเจ้าตากสินฯนี้ถือเป็น๑ใน๗ ยอดศาสตราวุธประเภทของมีคมของแผ่นดินเช่นเดียวกันกับพระแสงของ้าว(เจ้าพระยาแสนพลพ่าย)และพระแสงดาบคาบค่าย(พระแสงขึ้นค่าย)ประจําพระองค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

พระแสงขรรค์ชัยศรีหนึ่งในเครื่องราชกกุธภัณฑ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและราชวงศ์จักรี,ดาบแดงของพระยาพิชัย ดาบฟ้าฟื้นของขุนแผน และพระขรรค์โสฬสประจําพระองค์กรมหลวงชุมพรฯ ซึ่งอาวุธชั้นยอดเหล่านี้ล้วนประกอบไปด้วย ๒ คุณลักษณะใหญ่ คือเมื่อรุกต้องแหลมคมและทานทนเมื่อรับ

พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีบันทึกเหตุการณ์ที่สมเด็จพระเจ้าตากสินฯทรงรวบรวมสรรพกําลังเข้ายึดเมืองจันทบูรเป็นฐานกำลังเตรียมพร้อมกลับมากู้กรุงศรีฯทรงใช้”คมความคิด”ปลุกน้ำใจขุนทหารที่แม้ว่าไพรีจะมีอาวุธอันแกร่งกล้าก็หาได้ทานทนไปกว่าหัวใจที่ห้าวหาญและเสียสละดังพระราชดำรัส”เจ้าตาก”ที่ปากพิงพ.ศ.๒๓๑๙ ว่า “อันทหารแล้วองอาจอย่ากลัวตาย เดชะผลกตัญญูนั้นจะช่วยอภิบาลรักษา ก็จะหาอันตรายมิได้” จากโคลงพระนิพนธ์”ดาบของชาติเล่มนี้ คือชีวิตเรา ถึงจะคมอยู่ดี ลับไว้ สำหรับสู้ไพรี ให้ชาติ เรานา ให้มิตรให้เมียให้ ลูกแล้ชาติไทย”ใน”เสด็จเตี่ย”จะเห็นได้ว่าทรงมีพระอาจารย์ดีและทรงลึกซึ้งถึงคุณดาบจนเป็นอีกตํานานกระบี่ของแผ่นดินไปแล้ว

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

Leave a Reply