เครื่องรางคู่บารมี บุเรงนอง

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ เครื่องรางคู่บารมีบุเรงนอง มาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

แมงภู่คำตัวครูเจ้าสย่าหลวงอูวิจัยยะ วัดดอยกองมู รองสังฆราชแห่งเขมรัฐนครเชียงตุงสร้างไว้เมื่อปี ๒๕๔๘ จำนวน ๑๐๑ ตัว แมงภู่คำเป็นเครื่องรางของทางล้านนาได้รับมาจากทางพม่า เครื่องรางนี้ตามประวัติเคยพบอยู่บนเสลี่ยงพระเจ้าบุเรงนองด้วยเป็นเครื่องรางที่เขาใช้กันตั้งแต่ระดับกษัตริย์จนถึงสามัญชนธรรมดา การสร้างเครื่องรางนี้ต้องหาไม้ดุมล้อเกวียนโบราณที่ทำจากไม้ประดู่แดง

พญาแมงภู่คำทางวิชาสายพม่านับถือมากว่า เป็นสัตว์คู่บารมีของบายินนองหรือบุเรงนองเป็นเจ้า บัลลังก์ที่บุเรงนองนั่งว่าราชการทั้งสองข้างจะแกะสลักรูปพญาแมงภู่คำเฝ้าระวังรักษาอยู่ เป็นบัลลังก์ที่พ่อครูโป๊ะโป๊ะอ่องสร้างและบรรจุพญาแมงภู่คำ ๘ คู่ หากบุเรงนองจะไปรบที่ใดจะนั่งบัญชาการ ณ บัลลังก์นี้ จนชนะทั่วทั้งสิบทิศจึงถือได้ว่าเป็นสัตว์คู่บารมีที่ช่วยบุเรงนองรักษาเมืองพม่าไว้ ทางพม่ามีตำนานบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับพญาแมงภู่คำอย่างละเอียดว่า เป็นแมลงมงคลศักดิ์สิทธิ์ได้รับรัศมีทิพย์โอภาสแห่งพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าในครั้งที่ตรัสรู้บรรลุธรรมวิเศษแล้ว พญาแมงภู่คำพากันบินไปยังป่าหิมพานต์นำเอาดอกกาสลองทิพย์มารองรัตนบัลลังก์ ถวายเป็นพุทธบูชา พระพุทธองค์จึงได้ตรัสเปล่งพุทธวาจาประสิทธิ์พรแก่พญาแมงภู่นั้นว่า “เป็นสัตว์ที่ประเสริฐกว่าแมลงมีปีกทั้งหลาย”

พญาแมงภู่คำนี้นับเป็นเอกทางโชคลาภ เมตตา ส่งเสริมดวงชะตาให้มั่งคั่ง ทั้งทรัพย์สิน ยศศักดิ์ เป็นที่รักใคร่เอ็นดูของผู้คนทั้งหลาย อีกทั้งยังป้องกันคุณไสยมนต์ดำและที่สำคัญอีกอย่างคือหากแม้นว่าผู้หนึ่งผู้ใดคิดร้ายต่อผู้บูชา พญาแมงภู่คำจะไปทำร้ายบุคคลนั้น ให้ได้รับความเจ็บปวดและหลาบจำ ถ้าปรารถนาสิ่งใดจงอธิษฐานบอกกล่าวเอาเองจะสมประสงค์ดังที่หวัง

การสร้างเครื่องรางนี้ต้องหาไม้ดุมล้อเกวียนโบราณที่ทำจากไม้ประดู่แดงเก่าตามตำรา มาทำเท่านั้น “ทำไมต้องใช้ไม้ดุมล้อเกวียน” “เป็นความเชื่อโบราณที่ว่า ไม้ดุมล้อเกวียนใช้ขับเคลื่อนไปข้างหน้า ผู้บูชาจะได้เจริญก้าวหน้าตลอดไป” คนทำต้องมีเชื้อเจ้าด้วย ด้านในอุดด้วยปรอท เขย่าดังกิ๊กๆ กว่าจะทำได้ก็รอกันเป็นปีครับ เก่าตามตำรา พุทธคุณมีมากหลายอย่างเลย เมตตามหาเสน่ห์ เมตตามหานิยม เมตตาค้าขาย ดีด้านโภคทรัพย์ด้วย มีพลังด้านคุ้มครองกันภูตผีปีศาจได้ กันคุณไสยได้ เดินทางก็คุ้มครองให้ปลอดภัยได้ มีรังสีหลายสีมากสลับหมุนเวียนกันไป

ปกติแมลงภู่ตอมดอกไม้ดอกใดพวกแมลงต่างรวมทั้งผึ้งต้องหลบหนีไปเลยเพราะเขาเป็นใหญ่กว่าหมู่ภมรทั้งหลาย แมงภู่คำสามารถเจาะแก่นไม้แข็งๆได้อย่างสบายครูบาอาจารย์จึงเอาเป็นเคล็ดว่าต่อให้หญิงใจแข็งสักเท่าไรก็มิอาจต้านทานแมงภู่คำนี้ได้จัดว่าเป็นเครื่องรางที่มีดีครบทุกอย่างจริงๆ สามารถเตือนภัยให้เจ้าของได้ด้วย อาจสั่นหรือลางสังหรณ์บอกก่อนล่วงหน้า โชคลาภก็มีครบ ใช้ได้เลยแกะจากไม้เก่าจริง หาคนทำตามตำราแบบนี้ได้ยากมากแล้วในปัจจุบัน

วัตถุมงคลของทางล้านนา ไทใหญ่ จนไปถึงทางเชียงตุง เค้าเรียกว่า “แมงภู่คำ”เรื่องตำรานี้ให้ฟังคร่าวๆดังนี้
๑.คนแกะต้องเป็นเชื้อเจ้าเท่านั้น ๒.แกะได้เฉพาะวันที่กำหนดและในฤกษ์ที่กำหนดเท่านั้น ๓.ในการปลุกเสกก็ต้องตามสูตรที่โบราณจารย์กำหนดให้ครบทุกที่คือ ปลุกเสกหอเจ้าเมือง ปลุกเสกป่าช้าบ้าน ปลุกเสกป่าช้าพระสงฆ์ ปลุกเสกทางสี่แพ่ง(สี่แยก) ปลุกเสกท่าน้ำที่มีคนขึ้นลงเยอะๆ ปลุกเสกกลางงานปอย(งานอบรมสมโภชน์) ปลุกเสกกลางตลาด ปลุกเสกที่พระธาตุเจดีย์ ปลุกเสกในวิหารและปิดท้ายด้วย ปลุกเสกในพระอุโบสถและมีการกำหนดบทที่ต้องสวดในการปลุกเสกครั้งสุดท้ายด้วยก็คือ สวดบทพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ๓,๐๐๐ จบ สัมพุทเธอีก ๑,๐๐๐ จบจึงเสร็จตามตำรา

คุณวิเศษของแมงภู่คำตามตำรานั้นดีเฉกเช่นเดียวกับเบี้ยแก้เพราะด้านในบรรจุปรอทและปรอทนั้นเป็นปรอทดักจากป่าแต่คุณวิเศษที่เพิ่มเติมมานั้นก็คือทางด้านมหาเสน่ห์ เพราะด้านในตัวบรรจุใบมะเขือบ้าซึ่งเชื่อว่าให้คุณทางมหาเสน่ห์ ทางล้านนาโบราณไปถึงทางเชียงตุงเรื่องยาเสน่ห์นั้นต้องมีใบมะเขือบ้าเป็นส่วนผสมมีสรรพคุณบันทึกไว้ดังนี้

๑. เด่นทางเมตตามหานิยม เมตตามหาเสน่ห์ คนรักคนหลง ๒. อยู่ดีมีโชค มีเงินมีทอง ซื้อง่ายขายคล่อง ๓. ป้องกันภยันตรายทั้งปวงได้วิเศษนัก ๔. ดับอวิชา การทำร้ายด้วยคุณไสยมนต์ดำทั้งปวง ๕. ป้องกันโจรภัยได้ ๖. ปกป้องคุ้มครองกันภัย ที่จะกระทำต่อเด็กเล็ก ๗. เดินทางใกล้-ไกล กันภูตผีและผู้คิดร้ายเป็นที่รักของมนุษย์และเทวดา

ซึ่งในการสร้างจะต้องมีองค์ประกอบตามตำรา๕ประการ คือ ๑. ปะตง = รูปแมงภู่ ๒. ปะตา = น้ำผาตา(ปรอท) ๓. ปะต๊อก = ไม้ประดู่แดง ๔. ปะตอง = นมล้อ(ดุมล้อเทียมเกวียน) ๕. ปะตู่(ปะไต) = ไม้มะเขือบ้า ซึ่งเรียกกันว่าปะทั้ง๕และปะทั้ง๕นี้เมื่อเทียบกับตัวเลขของไทยใหญ่คือทุกปะจะเท่ากับเลข๕๗ และเลข ๕๗ นี้เป็นเลขดีสำหรับตำราไทยใหญ่ ถือว่าเลขนี้จะชนะสิ่งชั่วร้ายทั้งปวงและเป็นมงคลยิ่งนักแล

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply