หลวงพ่อใหญ่ผู้ทำให้เสด็จเตี่ยฯทรงพระโลหิตไหลอาบไปทั่วพระพักต์

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ หลวงพ่อใหญ่ผู้ทำให้เสด็จเตี่ยฯทรงพระโลหิตไหลอาบไปทั่วพระพักต์ มาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

กรมหลวงฯทรงพระโลหิตไหลอาบไปทั่วพระพักต์เกิดจากพระคณาจารย์ท่านใด พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(ร.๕)ทรงเห็นว่าเมื่อเสด็จในกรมฯมีความสนพระทัยในด้านไสยเวทจริงๆจึงมีรับสั่งให้ไปหาพระอาจารย์รูปหนึ่งที่ภูเก็ต การเดินทางในคราวนั้นเสด็จในกรมฯทรงเสด็จด้วยเรือรบพร้อมกับผู้ติดตาม๔คนคือ หลวงวิชัยฤทธิ์รงค์,นายแอ๊ด(ปากน้ำ ระยอง) จ่าชม(ปากลัด) และนายโท เมื่อถึงที่หมายเจ้าเมืองภูเก็ตจัดม้ามาถวายทั้งหมด ๕ตัว พระองค์และคนสนิทต้องเดินทางด้วยม้า และใช้เวลาในการเดินทางราว ๕-๖ ชั่วโมง จึงถึงวัดร้างแห่งหนึ่งอยู่กลางป่าลึก พระองค์ทรงเดินไปยังกุฏิหลังนั้นเห็นพระรูปหนึ่งรูปร่างสูงใหญ่ผิวดำ(บาง แห่งเรียกพระองค์นี้ว่า หลวงพ่อดำ เพราะเหตุท่านมีผิวดำคล้ำ)

กำลังนั่งลูบกระต่ายสีขาวอยู่ ทันทีที่หลวงพ่อใหญ่เห็นชายแปลกหน้ามาถึง๕คน จึงวางกระต่ายลงและนำไม้กระบองขนาดถนัดมือเดินลิ่วไปหาผู้ที่มาเยือนทันที หลวงพ่อใหญ่ถามว่า มาหาใคร เสด็จในกรมฯตอบว่ากระผมมาหาหลวงพ่อขอรับพร้อมกับก้มตัวลงกราบไม่ทันได้ระวังตัว หลวงพ่อใหญ่ได้ใช้กระบองหวดเข้าที่บริเวณศรีษะของเสด็จในกรมฯทันทีจนพระโลหิตไหลอาบไปทั่วหน้าและขณะที่ผู้ติดตามกำลังจะวิ่งมาช่วยเจ้านาย หลวงพ่อใหญ่ก็พลิ้วตัวเข้าหาผู้ติดตามแบบประชิดตัว ทุกๆคนโดนหวดจนล้มหมอบไปตามๆกัน พร้อมๆกับเสียงหัวเราะชอบใจของหลวงพ่อใหญ่ หลวงพ่อใหญ่ ได้ถามความสมัครใจของเสด็จในกรมฯว่า ยังคิดจะเรียนวิชาอีกหรือไม่ พระองค์ทรงยืนยันว่า การเดินทางมาจากเมืองบางกอกในครั้งนี้ต้องการมากราบขอเป็นลูกศิษย์ มิได้มีเจตนาอื่นใดแอบแฝง

หลวงพ่อใหญ่จึงใช้ฝ่ามือลูบที่ใบหน้าของเสด็จในกรมฯและผู้ติดตามทั้ง๔คนปรากฏว่าแผลที่โดนหวดตีนั้นปิดสนิท คราบเลือดทั้งหลายก็พลอยหายไปด้วย ทั้งยังไม่มีอาการใดๆ ที่แสดงความเจ็บปวด หลงเหลืออยู่อีก จากนั้นได้ถามเสด็จในกรมฯว่า ที่บ้านเลี้ยงกระต่ายหรือเปล่า พระองค์ท่านตอบว่าไม่มี หลวงพ่อใหญ่จึงให้ทุกคนหลับตา เมื่อท่านบอกให้ลืมตาได้ ปรากฏเป็นที่อัศจรรย์ว่า บริเวณวัดร้างแห่งนั้นมีกระต่ายสีขาววิ่งเล่นจนขาวโพลนไปทั่วทุ่งนับพันนับหมื่นตัว หลังจากนั้นหลวงพ่อใหญ่จึงต้อนรับอาคันตุกะจากแดนไกลด้วยข้าวปลาอาหารที่ยังอยู่ในบาตร

อาหารมื้อนั้นนะช่างน่าแปลกใจ ท่ามกลางป่าทึบแต่กลับมีอาหารชั้นดีอย่างที่คนเมืองนิยมกินกัน เมื่ออิ่มหนำสำราญ อาบน้ำอาบท่าเป็นที่เรียบร้อย เสด็จในกรมฯและผู้ที่ติดตามจึงเข้าไปกราบหลวงพ่อใหญ่ ที่กุฏิร้างอีกครั้ง หลวงพ่อใหญ่บอกว่าจะสอนวิชาให้เฉพาะคนที่เป็นแม่ทัพเท่านั้น ส่วนผู้ที่ติดตามทั้ง ๔ ท่านนั้นเพียงแต่เป่ากระหม่อมให้ จากนั้นหลวงพ่อใหญ่ ได้หยิบกระดาษเล็กๆ มาจดพระคาถาให้ ข้อความไม่ยาวนักและบอกให้เสด็จในกรมฯท่องให้ขึ้นใจ จนเมื่อแน่ใจว่า จำได้แม่นยำไม่ผิดเพี้ยนในอักขระตัวใดแล้ว ท่านจึงขยำทิ้งเป็นเช่นนี้อยู่๕-๖ ใบ ท่านบอกว่าวันนี้สอนเพียงแค่นี้พรุ่งนี้จะประสิทธิ์ประสาทวิชาให้

เช้ามืดวันรุ่งขึ้นเสด็จในกรมฯและผู้ติดตามตื่นขึ้นเพื่อช่วยเช็ดกุฏิ ขณะนั้นหลวงพ่อใหญ่ กำลังครองจีวรเพื่อออกบิณฑบาต ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น หลวงพ่อใหญ่ ก็กลับมาพร้อมด้วยอาหารพูนบาตร มื้อนั้นหลังจากที่กินกันอิ่ม๕คนแล้วยังมีเหลืออีกมาก จากนั้นท่านได้สวดยถาสัพพีให้ศีลให้พร เสด็จในกรมฯถามหลวงพ่อใหญ่ว่าบิณฑบาต จากที่แห่งไหน ท่านตอบว่าเมืองภูเก็ต ทั้งๆที่เมื่อวานนี้เสด็จในกรมฯและผู้ติดตามขี่ม้าเดินทางจากเมืองภูเก็ตมายังป่าลึกแห่งนี้ใช้เวลาราว ๕-๖ ชั่วโมง แต่หลวงพ่อใหญ่กลับใช้เวลาเดินบิณฑบาตไป-กลับเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น แถมยังมีข้าวเต็มบาตรอีกด้วยช่างเป็นเรื่องเหลือเชื่อจริงๆ

หลวงพ่อใหญ่เริ่มถ่ายทอดวิชาให้เสด็จในกรมฯ ด้วยการเป่ากระหม่อม ๓ ครั้งและเป่าลมเข้าปากอีก๓ครั้ง พระองค์ท่านรู้สึกเย็นวาบเหมือนการกลืนก้อนน้ำแข็งลงคอกระนั้น วิชาที่ท่านเรียนจากหลวงพ่อใหญ่ตะกรุดแม่ทัพ ซึ่งเป็นการลงอักขระเลขยันต์ทั้งหลายในตะกรุดวิชานี่เมื่อปืนยิงมายังเป้าหมายจะผิดทาง แคล้วคลาดหมด แต่ถ้าเป็นการยิงระยะใกล้ หรือที่เรียกกันว่า ระยะเผาขน นั้นคุณสมบัติ จากแคล้วคลาดจะถูกเปลี่ยนเป็นมหาอุดปืนยิงไม่ออก

ภายหลังเมื่อกลับจากเมืองภูเก็ตเสด็จในกรมฯได้ลองวิชานี้ด้วยการปลุกเสกเลขยันต์ในตะกรุด๓ ดอก มอบให้ทหารเรือบดพายออกไปให้ห่างจากเรือใหญ่ และใช้ปืนยาว๕ กระบอก ปรากฏว่ายิงผิดเป้าหมายทุกกระบอก แต่เมื่อใช้ปืนประจำเรือเล็งไปยังเรือบด ปรากฏว่ากระสุนด้าน ก่อนที่เสด็จในกรมฯจะเดินทางกลับกรุงเทพฯในคราวนั้น หลวงพ่อใหญ่ บอกว่า หากมีเวลาให้เสด็จมาจะต่อวิชาอื่นๆ ให้อีกและหากมิได้พบกันด้วยเหตุใดก็ตาม ให้ไปเรียนวิชากับหลวงปู่ศุขวัดอู่ทอง(ปากคลองมะขามเฒ่า) เพราะเป็นศิษย์ในสายเดียวกันต่อมาไม่ปรากฏว่าพระองค์ไปเรียนวิชาใดๆกับหลวง พ่อใหญ่อีกเลย

เรื่องเล่าชาวสยาม

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply