“อ้ายเสือ” หมายถึงโจรที่ต้องมีคุณธรรมจริงหรือ

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ “อ้ายเสือ” หมายถึงโจรที่ต้องมีคุณธรรมจริงหรือ นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

สังคมไทยมีสำนวนภาษิตคำพังเพยมากมายที่มีคำว่า “เสือ” ซึ่งมีคำจำกัดความว่า เป็นชื่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในวงศ์ Felideaเป็นวงศ์เดียวกับแมวแต่ตัวใหญ่กว่า เป็นสัตว์กินเนื้อหากินเวลากลางคืนมีหลายชนิดและยังมีความหมายรวมไปถึงผู้ที่เป็นโจรหรือใช้เรียกคนเก่งคนดุร้าย อีกด้วย อาทิ

เสือสิ้นตวัก [น.คนที่ฮึดสู้อย่างไม่คิดชีวิต,มักพูดเข้าคู่กับสุนัขจนตรอกว่า เสือสิ้นตวักสุนัขจนตรอก] ไม่รู้จักเสือเอาเรือเข้ามาจอด(ไม่รู้จักมอดเอาไม้มาขวาง) [ก. ทำสิ่งที่ที่ไม่รู้ว่าจะมีภัยแก่ตัว] เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวดันไม่ได้[น. คนที่มีอำนาจหรืออิทธิพลพอๆกันอยู่ร่วมกันไม่ได้] เสือซ่อนเล็บ[น. ผู้ที่มีความเก่งกล้าสามารถแต่ไม่ยอมแสดงออกมาให้ปรากฎ,ผู้มีเล่ห์กลอยู่ในใจ,ผู้เก็บความรู้สึกไว้ได้ดี] เสือเฒ่าจำศีล[น.คนที่มีท่าทีสงบเสงี่ยม แต่มีเล่ห์เหลี่ยมมาก] เสือลากหาง[น. คนที่ทำท่าทีเป็นเซื่องซึม เป็นกลอุบายให้ผู้อื่นตายใจ แล้วเข้าทำการอย่างใดอย่างหนึ่งโดยไม่ทันให้รู้ตัว] เสือในร่างสมัน[น. คนร้ายที่ปลอมมาในร่างของคนดี] เสือรู้[น. คนที่มีไหวพริบหรือฉลาดรู้จักเอาตัวรอด]” เป็นต้น

ส่วนคำว่า“โจร”ในยุคปัจจุบันที่กระทำการ ปล้น ปลิดชีวิต ข่มขืน ไม่เว้นเด็กหรือคนเฒ่า อีกทั้งมักปลิดชีวิตผู้เสียหายเพื่อมิให้กลับมาชี้ตัวและยืนยันการกระทำอันอุกฉกรรจ์เหล่านั้นได้ มีความแตกต่างจากคำว่า“อ้ายเสือ”อยู่มาก เนื่องจาก“อ้ายเสือในยุคก่อนจะต้องเป็นผู้มีคุณธรรมเป็นผู้ยิ่งใหญ่น่าเกรงขาม พูดจริงทำจริง ตัดสินใจเด็ดขาด มีสัจจะ มีศักดิ์ศรี ที่สำคัญคือ ต้องกตัญญูต่อผู้มีคุณไม่ทำร้ายเด็กและผู้หญิง จึงคำว่า‘ชาติเสือต้องไว้ลาย’และถ้าถึงคราวอับจนหนทางก็จะเปรียบว่าเป็น‘เสือลำบาก’หรือ‘เสือจนท่า ข้าจนทาง’(น.ไม่มีทางเลือก,หมดทางไป)”

นอกจากนี้คำว่า“อ้ายเสือ”คนสมัยก่อนยังมักใช้เรียกลูกหลานที่ซนๆเฮี้ยวๆอีกด้วยแต่เป็นไปในความหมายว่า“เจ้าตัวร้าย”น่าเอ็นดู ทว่าคำว่า “อ้ายเสือ” นั้นหมายถึง โจรที่ต้องมีคุณธรรมนั้นจริงหรือหมายถึงสิ่งอื่นได้หรือไม่ คำตอบที่ตอบข้อสงสัยนี้นั้นปรากฎอยู่ที่นิทานโบราณเรื่องโจรแปลกประหลาดใน “สาส์นสมเด็จ”เล่ม๔ซึ่งสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงนิพนธ์ขึ้นจากประสบการณ์ส่วนพระองค์ ในเหตุการณ์ที่ “โจรจันท์”หรือจันท์เจ้าโจรสำคัญที่ปล้นในแขวงจังหวัดปทุมธานีถูกคุมตัวไปสอบสวนที่สถานีพระปฐมเจดีย์ซึ่งจากคำพูดของโจรจันท์ที่ได้ทูลกรมพระยาดำรงฯว่า

“คำว่าอ้ายเสือนั้นมิใช่ชื่อสำหรับเรียกตัวโจรเป็นแต่สัญญาที่หัวหน้าสั่งการในเวลาปล้น เป็นต้น แต่เมื่อลอบเข้าไปรายล้อมบ้านแล้วพอจะให้ลงมือปล้นอย่างเปิดเผยหัวหน้าร้องบอกสัญญาว่า ‘อ้ายเสือเอาวา’ พวกโจรก็ยิงปืนและเข้าพังประตูบ้าน เมื่อเข้าบ้านได้แล้วหัวหน้าร้องบอกสัญญาว่า‘อ้ายเสือขึ้น’พวกที่เป็นพนักงานขึ้นเรือนต่างก็ขึ้นทุกทางที่จะขึ้นเรือนได้ เมิ่อปล้นแล้วหัวหน้าร้องบอกสัญญาว่า‘อ้ายเสือถอย’ต่างก็ลงเรือนพากันกลับไป แต่ถ้าไปเสียทีเห็นจะปล้นไม่สำเร็จ หัวหน้าร้องบอกสัญญาว่า‘อ้ายเสือล่า’ต่างคนต่างก็หนีเอาตัวรอดเป็นคำสัญญากันอย่างนี้”

ส่วนประเพณีของโจรเมื่อออกปล้นมีอยู่ว่า ก่อนที่โจรจะขึ้นเรือนต้องมอมหน้าไม่ให้เจ้าทรัพย์จำได้ ครั้นมีกำนันผู้ใหญ่บ้านปกครองนั้นการจะล้างหน้าเพื่อไปรับการตรวจสอบนั้นไม่ทัน พวกโจรจึงคิดวิธีใหม่โดยให้โจรที่อยู่ถิ่นห่างไกล เจ้าทรัพย์ไม่รู้จักเป็นพนักงานขึ้นเรือน ไม่ต้องมอมหน้าเหมือนแต่ก่อนและให้โจรที่อยู่ใกล้เป็นพนักงานซุ่มระวังอยู่ในที่มืด เมื่อโจรขึ้นเรือนได้แล้วก็จะจับตัวคนในเรือนเพราะพวกโจรไม่รู้ว่าเงินทองเก็บไว้ที่ไหนต้องขู่หรือทำทรุกรรมบังคับให้คนในเรือนนำชี้จึงได้ทรัพย์มาก ถ้าจับตัวคนในเรือนไม่ได้พวกโจรต้องค้นเองซึ่งมักได้ทรัพย์น้อยเพราะการปล้นต้องรีบเพื่อมิให้พวกชาวบ้านมาช่วยได้ทัน

ความลับของคำว่า “อ้ายเสือ” นั้นได้ถูกคลี่คลายข้อสงสัยลงโดยการที่กรมพระยาดำรงฯยื่นข้อเสนอว่าจะช่วยทูลขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่โจรจันท์แลกเปลี่ยนกับความลับแห่ง“อ้ายเสือ”ข้างต้นในเรื่องของความหมายและประเพณีการปล้นของเหล่า“อ้ายเสือ”ว่าเป็นเช่นไร

ข้อมูล เพทาย อรรถศิลป์. “ วัฒนธรรม “อ้ายเสือ” ”. ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ ๑๘ ฉบับที่ ๗ (พฤษภาคม ๒๕๔๐); หน้า ๑๑๔-๑๑๕.

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply