ตำนานองค์พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ๕ พี่น้องลอยน้ำ

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ ตำนานองค์พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ๕ พี่น้องลอยน้ำ นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีตำนานกล่าวไว้ว่ามีพี่น้องชาวเมืองเหนือ ๕ คน บวชเป็นพระภิกษุในบวรพระพุทธศาสนาได้สำเร็จเป็นพระอริยบุคคลชั้นโสดาบันมีฤทธิ์อำนาจทางจิตมาก ได้พร้อมใจกันตั้งสัจจะอธิษฐานว่า “เกิดมาชาตินี้จะขอบำเพ็ญบารมีช่วยสัตว์ โลกให้พ้นทุกข์ แม้ตายไปแล้วก็จะสร้างบารมีช่วยสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ต่อไป จนกว่าจะถึงซึ่งนิพพาน” ครั้นพระอริยบุคคลทั้งห้าองค์นี้ดับขันธ์ไปแล้วก็เข้าสถิตอยู่ในพระพุทธรูปทั้งห้าองค์ มีความปรารถนาจะช่วยปลดเปลื้องทุกข์ให้คนทางเมืองใต้ จึงพากันแสดงฤทธิ์ปาฏิหาริย์ให้พระพุทธรูปทั้งห้าองค์ลอยน้ำมาทางใต้ตามแม่น้ำสายหลักของภาคกลางทั้ง ๕ สาย ชาวบ้านชาวเมืองตามริมฝั่งแม่น้ำเห็นพระพุทธรูปทั้งห้าองค์ลอยน้ำมาก็พากัน เลื่อมใสจึงได้นำพระพุทธรูปเหล่านั้นขึ้นฝั่งและอาราธนาให้ขึ้นสถิตอยู่ตามวัดต่างๆ ที่ใกล้เคียงกับจุดที่ชะลอองค์พระขึ้นจากแม่น้ำ มีรายนามดังนี้

“หลวงพ่อโสธร” แห่งแม่น้ำบางปะกง วัดโสธรวรารามวรวิหาร อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา พระหลวงพ่อโสธรและพระพุทธรูปอีกสององค์ได้ลอยมายังแม่น้ำเจ้าพระยาตรงบริเวณที่เรียกกันในปัจจุบันว่า “สามเสน” และลอยขึ้นมาให้ชาวบ้านเห็น แต่เมื่อพยายามชักลากพระทั้ง๓องค์ขึ้นมาบนฝั่งเท่าไรก็ไม่สามารถทำได้ ว่ากันว่าต้องใช้ผู้คนเป็นแสนๆ ก็ทำไม่สำเร็จ บริเวณนั้นจึงได้ชื่อว่า “สามแสน” ต่อมาจึงเพี้ยนเป็น”สามเสน” จากนั้นพระพุทธรูปทั้งสามองค์ก็จมน้ำลงและลอยต่อไปยังคนละแห่ง โดยพระพุทธรูปองค์หนึ่งได้ลอยตามแม่น้ำบางปะกงมาขึ้นที่หน้าวัดโสธรและลอยให้ชาวบ้านเห็น ชาวบ้านจึงช่วยกันฉุดแต่ไม่สามารถนำขึ้นมาได้ จนต้องตั้งพิธีบวงสรวงใช้สายสิญจน์คล้องกับพระหัตถ์ของพระพุทธรูปจนสามารถอัญเชิญขึ้นมาประดิษฐานในวิหารได้สำเร็จ

“หลวงพ่อวัดไร่ขิง” แห่งแม่น้ำนครชัยศรี วัดไร่ขิง อ.สามพราน จ.นครปฐม หลวงพ่อวัดไร่ขิงนี้มีอยู่หลายแบบด้วยกัน บ้างก็ว่า หลวงพ่อวัดไร่ขิงลอยมาตามแม่น้ำนครชัยศรีและชาวบ้านได้นำขึ้นประดิษฐานที่วัดไร่ขิง จังหวัดนครปฐมและเรียกท่านว่า“หลวงพ่อวัดไร่ขิง” บ้างก็เล่าว่า ในสมัยที่สมเด็จพระพุฒาจารย์(พุก)ดำรงสมณศักดิ์เป็นพระธรรมราชานุวัตรในพ.ศ.๒๓๙๔และครองวัดศาลาปูนวรวิหารจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ท่านไปที่วัดไร่ขิงและกล่าวกับเจ้าอาวาสวัดไร่ขิงว่า โบสถ์ใหญ่โตแต่พระประธานเล็กไปหน่อย

เจ้าอาวาสวัดไร่ขิงจึงกราบเรียนท่านว่า วัดไร่ขิงเป็นวัดจนๆไม่สามารถสร้างพระพุทธรูปใหญ่โตได้ เมื่อทราบดังนั้นท่านจึงบอกว่าที่วัดของท่านมีพระอยู่องค์หนึ่งให้เจ้าอาวาสไปอัญเชิญมาได้ เจ้าอาวาสวัดไร่ขิงจึงเดินทางไปยังวัดศาลาปูนและอัญเชิญพระพุทธรูปดังกล่าวลงแพที่ใช้ไม้ไผ่มัดล่องลงมาตามลำน้ำเจ้าพระยา เข้าแม่น้ำนครชัยศรี(ท่าจีน)จนกระทั่งถึงวัดไร่ขิง ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันทำพิธีอัญเชิญพระพุทธรูปขึ้นมาประดิษฐานเป็นพระประธานในอุโบสถตั้งแต่นั้นมาและในวันที่ชาวบ้านทำพิธีอัญเชิญหลวงพ่อขึ้นจากแพไม้ไผ่ตรงกับวันสงกรานต์พอดี ขณะที่กำลังอัญเชิญหลวงพ่อขึ้นจากแพนั้น แสงแดดที่ส่องแรงก็กลายเป็นเมฆดำมีฟ้าร้องฝนตกโปรยปรายลงมาทำให้คนที่อยู่ ณ ที่นั้นเกิดความชื่นใจเชื่อว่าหลวงพ่อจะช่วยทำให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข ดับความร้อนคลายความทุกข์ให้หมดไป

“หลวงพ่อโต” วัดบางพลีใหญ่ใน แห่งคลองสำโรง แม่น้ำเจ้าพระยา ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ตำนานเล่าว่า หลวงพ่อโตล่องลอยเรื่อยมาตามลำแม่น้ำเจ้าพระยาแล้วลอยเข้ามา ในลำคลองสำโรง ผู้พบเห็นต่างโจษจันกันไปทั่วถึงปาฏิหาริย์ในครั้งนี้จึงพากันอาราธนาหลวงพ่อขึ้นที่ปากคลองสำโรง แต่ฉุดดึงเท่าไรก็ไม่สำเร็จท่านไม่ยอมขึ้น ในที่นั้นมีผู้มีปัญญาดีคนหนึ่งให้ความเห็นว่า คงเป็นเพราะบุญญาอภินิหารของท่าน แม้จะใช้จำนวนผู้คนสักเท่าไรก็อาราธนาฉุดท่านขึ้นบนฝั่งไม่สำเร็จเป็นแน่ ควรจะเสี่ยงทายต่อแพผูกชะลอกับองค์ท่าน แล้วใช้เรือพายฉุดท่านให้ลอยตามลำน้ำสำโรงและอธิษฐานว่า“หากท่านประสงค์จะขึ้นโปรดที่ใดก็ขอจงได้แสดงอภินิหารให้แพที่ลอยมาจงหยุด ณ ที่นั้นเถิด”

เมื่อประชาชนทั้งหลายได้เห็นพ้องดีกันดังนั้นแล้วก็พร้อมใจกันทำแพผูกชะลอกับองค์ท่านแล้วใช้เรือพาย ช่วยกันจ้ำพายจูงแพลอยเรื่อยมาตามลำคลอง ครั้นแพลอยมาถึงบริเวณหน้าวัดพลับพลาชัยชนะสงคราม หรือวัดบางพลีใหญ่ใน แพที่ผูกชะลอองค์ท่านเกิดหยุดนิ่ง พยายามจ้ำและพายกันอย่างเต็มที่เต็มกำลังแพนั้นก็หาได้ขยับเขยื้อนไม่ประชาชนที่มากับเรือและชาวบางพลีจึงได้พร้อมใจกันอาราธนาตั้งจิตอธิษฐานว่า “ถ้าหลวงพ่อจะโปรดคุ้มครองชาวบางพลีให้ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขแล้วก็ ขออาราธนาอัญเชิญองค์ท่านให้ขึ้นจากน้ำได้โดยง่ายเถิด” และเป็นที่น่าอัศจรรย์เป็นอย่างมาก เพียงใช้คนไม่มากนักสามารถอาราธนาท่านขึ้นจากน้ำได้โดยง่ายและได้อาราธนาท่านขึ้นไปประดิษฐานอยู่ในวิหารนั้นเรื่อยมา

“หลวงพ่อบ้านแหลม” แห่งแม่น้ำแม่กลอง วัดเพชรสมุทรวรวิหาร (วัดบ้านแหลม) ต.แม่กลอง อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม ตำนานเล่าว่า ชาวบ้านแหลมซึ่งอยู่ปากอ่าว จ.เพชรบุรี พากันมาจับปลาในทะเลขณะที่ลากอวนอยู่นั้นได้ลากพระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัยและพระพุทธรูปยืนทุกคนต่างอัศจรรย์ใจเป็นที่สุดที่พระพุทธรูปหล่อด้วยทองเหลืองแต่ลอยอยู่ในน้ำได้ จึงพากันกราบนมัสการด้วยความเลื่อมใส แล้วอาราธนาขึ้นบนเรือคนละลำ พอเรือแล่นมาถึงแม่น้ำแม่กลอง ตอนหน้าวัดศรีจำปา เกิดฝนตกหนัก ลมพายุพัดแรง ทำให้เรือลำที่พระ พุทธรูปยืนประดิษฐานเอียงวูบไป พระพุทธรูปที่อยู่บนเรือจึงเคลื่อนตกจมหายไปในแม่น้ำ

ชาวบ้านแหลมพากันตกใจเป็นอย่างยิ่ง ช่วยกันดำน้ำค้นหาอยู่หลายวันแต่ก็ไม่พบจึงตกลงว่าไม่ค้นหากันต่อไปอีก จึงนำพระพุทธรูปองค์นั่งองค์ที่เหลืออยู่ไปยังถิ่นของตนและนำพระพุทธรูปองค์นั้นไปประดิษฐานไว้ที่วัดเขาตะเครา อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี เวลาต่อมาชาวบ้านศรีจำปาค้นพบพระพุทธรูปที่จมน้ำอยู่นั้นและอาราธนาประดิษฐานไว้ที่วัดศรีจำปา ฝ่ายชาวประมงบ้านแหลมยินยอมยกพระพุทธรูปยืนปางอุ้มบาตรให้ชาวบ้านศรีจำปา โดยมีข้อแม้ว่าต้องเปลี่ยนชื่อวัดเสียใหม่เป็น “วัดบ้านแหลม” เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่ชาวบ้านแหลมพบพระพุทธรูปตั้งแต่นั้นมาวัดศรีจำปาจึงได้นามว่า “วัดบ้านแหลม” มาจนทุกวันนี้และขนานนามพระพุทธรูปยืนว่า“หลวงพ่อวัดบ้านแหลม”

“หลวงพ่อวัดเขาตะเครา” แห่งแม่น้ำเพชรบุรี วัดเขาตะเครา อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ไม่มีหลักฐานระบุสร้างปีใดใครเป็นผู้สร้าง มีเพียงตำนานเอ่ยถึงเมื่อสมัยปลายกรุงศรีอยุธยาก่อนเสียกรุงต่อพม่าชาวบ้านแหลมอพยพหนีพม่าไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ปากคลองแม่กลอง อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม ครั้งหนึ่งได้ออกเรือหาปลาได้ลากอวนไปติดพระพุทธรูป๒องค์ หนึ่งในนั้นเป็นพระพุทธรูปปางนั่งสมาธิโดยได้มอบให้ชาวบางตะบูน อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี เนื่องจากเป็นพี่น้องในย่านน้ำเดียวกัน ชาวบางตะบูนจึงได้นำมาประดิษฐานไว้ที่วัดเขาตะเคราและเรียกชื่อพระพุทธรูปว่า “หลวงพ่อวัดเขาตะเครา”

ในขณะที่บางตำนานก็กล่าวไว้ว่า การที่พระพุทธรูปทั้ง ๕ ลอยน้ำมานี้ก็เพราะเมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ ข้าศึกได้เ ผ าไฟเพื่อหลอมเอาทองที่หล่อจากองค์พระพุทธรูป ชาวบ้านเองก็ต้องการจะรักษาพระพุทธรูปไว้จึงเอาปูนบ้าง รักดำบ้าง ไปพอกไว้ที่องค์พระเพื่อให้ดูไม่สวยงามและปกปิดความมีค่าไว้จากข้าศึก แต่เมื่อไม่อาจปกป้องได้ไหวจึงขนย้ายพระพุทธรูปสำคัญลงแพไม้ไผ่ล่องมาตามแม่น้ำเพื่อไม่ให้ข้าศึกทำลาย ด้วยน้ำหนักขององค์พระเมื่อวางพระลงบนแพไม้ไผ่จึงดูเหมือนพระพุทธรูปลอยมาตามน้ำจนผู้ที่พบเห็น ถือเป็นเรื่องปาฏิหาริย์ที่พระพุทธรูปองค์ใหญ่น้ำหนักมากจะสามารถจะลอยน้ำได้

พระพุทธรูปทั้ง ๕ องค์นี้ ถือเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำจังหวัดที่มีผู้คนทั้งชาวไทยและต่างประเทศหลั่งไหลมาเคารพสักการะมิได้ขาดสาย

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

 

Leave a Reply