ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ สุดยอดเครื่องรางของขลังอาถรรพณ์โลก

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ สุดยอดเครื่องรางของขลังอาถรรพณ์โลก นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

ความเชื่อเรื่องเครื่องรางของขลังเป็นสิ่งเร้นลับเหนือธรรมชาติที่มีอยู่ในทุกชาติทุกภาษา รูปร่างหน้าตาอาจจะแตกต่างกันไปแล้วแต่ความนิยมของแต่ละชาติแต่ละศาสนา แต่แก่นแท้เดียวกันของเครื่องรางของขลังคือ สิ่งใดก็ตามที่นับถือกันว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์สามารถป้องกันอันตรายได้ คนละเรื่องกับการทำคุณไสยมนตร์ดำซึ่งเป็นอวิชชาที่จ้องก่อกรรมทำเข็ญเบียดเบียนผู้อื่น

ต้นกำเนิดของอารยธรรมเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอย่าง “อียิปต์” ยกย่องแมลงปีกแข็งคล้ายด้วง “Scarab” เป็นแมลงศักดิ์สิทธิ์มาแต่โบร่ำโบราณโดยมีการนำ “สการับ” มาสลักเป็นเครื่องรางหลากหลายชนิด ชาวไอยคุปต์เชื่อว่า “ด้วงสการับ” คือสุริยเทพ มีความเชื่อมโยงกับเทพเจ้าแห่งรุ่งอรุณ “เคปริ” รับภารกิจสำคัญในการดันดวงอาทิตย์ขึ้นสู่ขอบฟ้าทุกเช้า จะเห็นว่าในคัมภีร์หลังความตายของชาวอียิปต์โบราณมักมีภาพ “ด้วงสการับ” ปรากฏเสมอ

ขณะเดียวกันยังมีการผูกโยง“สการับ”เข้ากับตำนานการฟื้นคืนชีพ,การเกิดใหม่และความเป็นอมตะเนื่องจากเจ้าด้วงศักดิ์สิทธิ์จะวางไข่ในมูลกลมๆของมันเองและฟักตัวออกมาจากมูลกลมๆเหล่านั้นกลายเป็นสัญลักษณ์ของวัฏจักรการเวียนว่ายตายเกิด ชาวไอยคุปต์ยังนิยมนำ“สการับ”มาสลักเป็นเครื่องรางของขลังพกติดตัวและที่อะเมซิ่งเหลือเชื่อคือการใช้ด้วงแกะสลักวางแทนหัวใจของ“มัมมี่”เพื่อรอการฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ตามคติเรื่องชีวิตหลังความตายของอารยธรรมอียิปต์โบราณเชื่อว่า หลังจากมนุษย์ตายไปแล้วดวงวิญญาณจะกลับมาเกิดใหม่ในร่างเดิม จึงต้องมีการทำมัมมี่เพื่อเก็บร่างเอาไว้รอรับการจุติใหม่ กระนั้นในยุคอาณาจักรเก่าฝังหัวว่ามีเพียงกษัตริย์ฟาโรห์เท่านั้นที่กลับมาคืนร่างเดิมได้หลังวิญญาณหลุดลอยไป กระทั่งในสมัยต่อมาการทำมัมมี่จึงค่อยๆแพร่หลายมาสู่ขุนนางและสามัญชน แม้แต่สัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์ของเทพเจ้าก็ถูกจับมาดองศพทำมัมมี่อย่างคึกคัก

ค้นประวัติ “เครื่องรางเก่าแก่ที่สุดในโลก” พบว่า มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกังหันซึ่งก็คือเครื่องหมาย“สวัสติกะ”ที่เห็นกันเจนตา สันนิษฐานว่ามีการใช้กันมาตั้งแต่สมัยยุคหิน โดยหลักฐานปรากฏชัดว่ามนุษย์ยุคหินได้สลักลายสวัสติกะไว้ที่อาวุธหิน กระนั้นสัญลักษณ์แห่งความศักดิ์สิทธิ์อันเป็นมงคลของชาวฮินดู, พุทธ นิกายมหายาน และเชน ต้องมาแปดเปื้อนเพราะน้ำมือของผู้นำเผด็จการ “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ที่นำ “สวัสติกะ” ไปใช้เป็นสัญลักษณ์ของนาซีเยอรมันในยุคสงคราม โลกครั้งที่สอง จนชาวโลกชิงชังว่าเป็นของต้องห้ามไปแล้วเพราะเห็นทีไรก็นึกถึงการล้างเผ่าพันธุ์อันโหดเหี้ยม

ตามความเชื่อที่แพร่หลายในอินเดีย,จีน,ญี่ปุ่นและทิเบต เนื้อแท้ของ“สวัสติกะ”คือสัญลักษณ์แห่งความศักดิ์สิทธิ์อันเป็นมงคลสูงสุด,ความดีงามและความอุดมสมบูรณ์โดยคำว่า“สวัสติกะ”มาจากภาษาสันสกฤตหมายถึงความสวัสดี, มีโชค, มีกำลัง และความสำเร็จ ตามประตูเข้าวัดญี่ปุ่นจะมีเครื่องหมาย “สวัสติกะ” อยู่ด้วยเสมอ ขณะที่ในภาพเขียนพระพิฆเนศของอินเดีย มักปรากฏเครื่องหมายมงคลดังกล่าวเป็นองค์ประกอบสำคัญ แม้แต่ “พระยูไล” สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของชาวจีน ก็มีเครื่องหมาย “สวัสติกะ” อยู่ที่พระอุระ ถ้าสังเกตให้ดีการเขียน “สวัสติกะ” มีสองแบบคือ แบบทักษิณาวัฏ เขียนเวียนขวา และแบบอุตราวัฏ เขียนเวียนซ้ายในทิเบตใช้ทั้งสองแบบผสมกัน ส่วนพวกนาซีเยอรมันใช้แบบเวียนขวาและจะเอียงทำมุม ๔๕ องศากับแนวระนาบ

คนไทยนิยมเครื่องรางของขลังตั้งแต่เมื่อไหร่ เท่าที่มีหลักฐานแน่ชัดก็ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ปรากฏอยู่ในพระราชพงศาวดารและวรรณคดีต่างๆ เมื่อบ้านเมืองเกิดศึกสงคราม อาจารย์ผู้มีวิทยาอาคมมักจะทำเครื่องรางของขลังแจกทหาร ดังปรากฏในเรื่องขุนช้างขุนแผน มีทั้งของที่มนุษย์ทำขึ้น และของที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ตั้งแต่ ตะกรุด, พระภควัม, ผ้ายันต์ และคต ไปจนถึงเครื่องรางของขลังที่ฝังไว้ในกายอย่าง“เหล็กไหล”และยังมีการสักคาถาอาคมไว้ที่ผิวหนัง เพื่อความอยู่ยงคงกระพันฟันแทงไม่เข้า

เครื่องรางยอดนิยมในสมัยก่อนต้องยกให้ “ตะกรุด” มาแรงอันดับหนึ่งส่วนใหญ่ทำจากแผ่นโลหะมีทั้งทองแดง, ทองคำ,นากและเงิน เมื่อลงยันต์ทำพิธีปลุกเสกแล้วก็ม้วนให้กลมใช้เชือกร้อยคาดเอวบ้าง นำมาร้อยสายสร้อยคล้องคอบ้าง แม้ยุคใหม่คนจะหันมานิยมห้อยพระเครื่องมากกว่า แต่เมื่อเร็วๆนี้กระแสความนิยมของ “ตะกรุดวัดดัง” ก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยแพร่ระบาดในหมู่ดาราคนดัง และวัยรุ่น เพราะโดนใจกับรูปลักษณ์ใหม่อินแฟชั่นของตะกรุดร่วมสมัย

สำหรับคนค้าขายทำธุรกิจ “นางกวัก” ถือเป็นของขลังยอดฮิตตลอดกาลครองใจชนเพราะให้คุณด้านเมตตามหานิยม ถือเป็นเทพีแห่งโชคลาภที่ช่วยกวักเงินกวักทองให้ผู้บูชา นอกจากจะตั้งไว้หน้าร้านเพื่อเรียกทรัพย์ดึงดูดลูกค้า บางคนยังเลี่ยมนางกวักแขวนติดคอ แปลกแต่จริงที่ญี่ปุ่นก็มีนางกวักเหมือนไทยเราเป๊ะ แต่มาในรูปของ “แมวกวัก”ชื่อว่า“มาเนกิ-เนโกะ”คนญี่ปุ่นเชื่อว่าจะกวักโชคลาภให้เจ้าของและดึงดูดลูกค้าเข้าร้าน บางร้านวางคู่กันทั้งนางกวักและแมวกวัก หวังเบิ้ลพลังคูณสองจะได้ค้าขายเฮงๆ

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่บารมีของครูบาอาจารย์เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

Leave a Reply